[EINT] Chapter I : Aarde

posted on 27 Jun 2015 02:00 by hanachubi

 

 
 
อริสา รัชชากรณ์ #66058
☆ Ariadne
 
 
 
 
 
 
 

อูย.. ปวดหลังชะมัด…..

 



เด็กสาวคิดพลางพลิกตัวไปมาเพื่อหาท่านอนที่ทำให้หลับสบาย แต่เพราะไม่ว่าจะทำยังไงก็รู้สึกไม่สบายตัว ทำให้น้ำตาลต้องลืมตาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้


อ้าว…. ไม่ใช่บ้านเรา ที่นี่มันที่ไหนล่ะเนี่ย….


ถึงจะตกใจเมื่อสภาพรอบๆตัวเป็นที่ที่ไม่คุ้นเคย แต่เพราะความง่วงเธอจึงเอาแต่นั่งงงอยู่บนเตียงเฉยๆ ในใจก็คิดนั่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย


“..เมื่อคืนไม่ได้กลับบ้านเหรอ?”


น้ำตาลบ่นพึมพำกับตัวเอง ถึงประโยคที่พูดออกมาจะดูเหมือนประโยคคำถาม แต่จริงๆแล้วเจ้าตัวก็ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไร แค่ติดนิสัยชอบพูดกับตัวเองอยู่แล้วเท่านั้น


แต่สิ่งที่ต้องการคำตอบก็คือ…


“เฮ้ย ทำไมเสียงวันนี้มันแปลกๆเนี่ยะ”


ใช่ เสียงที่ถูกเปล่งออกมาไม่เหมือนเสียงตัวเองเลยซักนิด ทั้งที่ปกติเธอมักจะได้ยินเสียงตัวเองเป็นเสียงโทนต่ำๆ แหลมๆ แต่วันนี้มันกลับดูนุ่มกว่าปกติ แค่ฟังก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่เนื้อเสียงเดียวกันเลย


พอเริ่มเอะใจว่าทุกๆอย่างรอบตัวมันดูแปลกไปหมด น้ำตาลเลยเริ่มก้มลงสำรวจรอบๆร่างกายตัวเอง


เดี๋ยวนะ….

 

ขา…….


ไม่มีขา………….

 

ไม่สิ ไม่ใช่ไม่มีขา


ไม่มีขาคน!!!!!


“ไอ้นี่มันอะไรเนี่ย….”


เด็กหญิงสบถออกมาด้วยอารมณ์สงสัยและนึกกลัวตัวเองไปพร้อมๆกัน พร้อมทั้งยกมือขึ้นมาลองจับขาแปลกๆที่ว่านั้นดู


“น..นุ่ม!!”


ทั้งที่เมื่อกี้ยังตกใจอยู่แท้ๆ แต่พอได้สัมผัสขนฟูฟ่องนุ่มนิ่มที่ขาของตัวเอง น้ำตาลก็เกิดนึกสนุก นั่งบีบๆขาตัวเองเล่นไม่หยุด พอเล่นขาตัวเองจนสนุกสมใจแล้วก็เริ่มยกมือคลำๆส่วนอื่นของร่างกายตัวเองต่อ

ทุกอย่างปกติหมด ยกเว้นบนหัว…


“เหวออ มีหูสัตว์อีกเหรอ!!! ...โอ้ย แข็งอะ”


พอคลำๆไปเรื่อยๆ ก็จับใจความได้ว่า นอกจากหูจะกลายเป็นหูสัตว์ ยังมีเขาขึ้นมาอยู่ใกล้ๆกับหูอีกด้วย..


“นี่เรากลายเป็นตัวอะไรไปแล้ววะเนี่ย..”


ความสงสัยที่มากขึ้นๆทุกที ทำให้น้ำตาลตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง และเดินสำรวจรอบๆห้องนี้เผื่อจะมีกระจกให้เธอได้ดูสภาพตัวเองตอนนี้บ้าง พอมองหาอยู่ซักพัก เธอก็หันไปเห็นกระจกบานเล็กๆบนโต๊ะข้างๆเตียง ..ถึงมันจะฝุ่นเกาะแล้วก็มีรอยร้าวอยู่ที่มุมๆ แต่ก็พอใช้การได้แหละนะ


“ฮ..เฮ้ยยยยยยยยย”


เพราะความตกใจทำให้เจ้าตัวหวีดดัง แถมมือยังอ่อนจนแทบทำกระจกหล่น ยังดีที่มีสติพอจะจับไว้ได้


ภาพที่น้ำตาลเห็นจากกระจก เป็นเด็กผู้หญิงผิวสีขาวอมชมพู บนใบหน้ามีกระเล็กน้อยอยู่แถวๆแก้ม ผมหยักศกประบ่าสีบลอนด์อ่อน ดวงตาข้างซ้ายเป็นสีเขียว ส่วนข้างขวาเป็นสีน้ำเงิน ….นี่มันไม่ใช่ตัวเธอเลยแม้แต่น้อย!!


เอ๊ะ หรือว่านี่จะเป็นฝัน?


ปกติน้ำตาลมักจะฝันอะไรแปลกๆอยู่ตลอดเวลา และแปลกมากที่หลายๆครั้งก็มักจะรู้สึกตัวในฝันด้วย ครั้งนี้ก็คงจะเป็นอีกครั้งที่ฝันอะไรไม่ปกติ แถมยังสามารถนึกนั่นนี่ตอนฝันได้อีก


แต่ที่ไม่เคยมาก่อน คงเป็นการที่ฝันเห็นตัวเองเป็นหน้าตาคนอื่นเนี่ยแหละนะ?


น้ำตาลนึกนั่นนี่ในหัวยาวพรืด แต่มือยังคงจับกระจกส่องไปส่องมาอยู่ตลอดเวลา พอมั่นใจว่านี่เป็นฝันแล้วก็ยิ่งสนุกกับการสำรวจตัวเองมากกว่าเดิมหลายเท่า


“น่ารักอะะะ โอ๊ย ทำไมไม่เกิดมาหน้าตาแบบนี้จริงๆวะเนี่ยฮือ….. แต่ทำไมต้องตาสองสี มันไม่จูนิเบียวไปหน่อยเหรอ”


พูดจบก็หัวเราะเป็นการตบมุกให้กับตัวเองตามที่ชอบทำบ่อยๆ แล้ววางกระจกลงที่เดิม


“ไหนๆก็ฝันแฟนตาซีขนาดนี้แล้ว ลองทำอะไรหลายๆอย่างดูดีกว่ามั้ง?”


เด็กสาวค่อยๆเดินไปเปิดประตู พอได้ออกมาข้างนอกก็ได้ค้นพบว่า จริงๆในห้องที่เธออยู่นั้น เป็นกระท่อมเล็กๆที่อยู่กลางป่า อากาศข้างนอกเย็นกำลังดี แต่ชื้นมากไปหน่อยจนน้ำตาลเผลอย่นจมูกเพราะไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่ พอเจอของที่ไม่ชอบเข้า ก็เลยพบ่นกระปอดประแปดตามประสาคนขี้บ่น


“เฮ้อ ภูมิแพ้จะมามั้ยนะ.. เอ๊ะ แต่ในฝันคงไม่เป็นภูมิแพ้หรอกเนอะ”


พอบ่นจบก็หัวเราะตบมุกตัวเองอีกครั้ง

เมื่อต้องเดินบนหญ้าแทนพื้นเรียบๆ น้ำตาลก็ค้นพบว่า การเดินด้วยขาใหม่ของเธอยากกว่าที่คิดไว้ สัมผัสที่เท้ามันแปลกๆ แต่แปลกที่ว่านี่ก็ไม่ใช่ในแง่ร้าย ส่วนตัวเธอกลับคิดว่าพอเดินด้วยขาแบบนี้แล้วสนุกดีมากกว่า


“จะว่าไป… ถ้าข้างบนเป็นคน แต่ข้างล่างเป็นสัตว์นี่มันเรียกว่าอะไรนะ? …….เซนทอร์? เอ๋ ไม่ใช่อะ เซนเทอร์มันต้องเป็นม้าดิ แล้วนี่……”


“เอ…… มันเรียกว่าไรหว่า…….”


“เอ๊อะ ช่างมันเถอะ ฮ่าๆ”


เด็กสาวยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดกลางพื้นหญ้าเพื่อนึกชื่อสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่สักพัก แต่สุดท้ายก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี เลยได้แต่หัวเราะแฮะแล้วปัดประเด็นนี้ทิ้งไป


“ต่อไปทำไรดีล่ะเนี่ย”


ว่าพลางเหลือบมองไปรอบๆ เผื่อจะมีอะไรน่าทำอยู่แถวๆนี้ แต่ยังไม่ทันได้เจออะไร จู่ๆน้ำตาลก็นึกอะไรดีๆออก


“เวทมนตร์!”


ใช่แล้ว! ตามพวกหนังหรือเกมแนวแฟนตาซี ในโลกพวกนี้มันต้องใช้เวทมนตร์ได้ใช่มั้ยล่ะ เราอาจจะใช้ได้เหมือนกันก็ได้นะ! ลองใช้เวทดูดีกว่า!


……..ว่าแต่มันใช้ยังไง


ถึงจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเวทมนตร์ซักอย่าง แต่น้ำตาลก็ยังลองยกมือขึ้นมาทำท่าปล่อยพลังแบบมั่วๆดู และผลที่ได้รับ แน่นอนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น..


“เฮ้อ สงสัยจะไม่มีเวทมนตร์ล่ะมั้ง ช่างมันเถอะ”


เพราะคิดว่าทำต่อไปก็เท่านั้น น้ำตาลเลยตัดใจเอาซะง่ายๆ พร้อมเริ่มเดินตามทางที่มีไปเรื่อยๆ แต่เดินไปได้ไม่ไกลนัก ก็มีเสียงดังขึ้นมา


‘โครกกกกก..’


“...แหะๆ หิวอีกแล้ว…..”


เด็กสาวหัวเราะแห้งๆ แสดงถึงความเหนื่อยใจในกระเพาะที่หิวได้ตลอดเวลาของตัวเอง แล้วยิ่งเธอเป็นพวกหิวแล้วจะไม่อดทน ทำให้น้ำตาลต้องเปลี่ยนเป้าหมายหลักมาเป็นการหาของกินประทังชีวิตแทน


“แถวนี้จะมีอะไรอร่อยๆให้กินมั้ยน้า….”


เมื่อเริ่มเดินถนัดแล้ว น้ำตาลจึงเริ่มสำรวจตามทางเดินในป่าได้เร็วขึ้น แต่หาเท่าไหร่ไม่เจออะไรนอกจากหญ้าและเห็ดหน้าตาไม่ชอบมาพากล ..ยิ่งเห็นข่าวเห็ดมีพิษอยู่บ่อยๆด้วย ไม่ไปยุ่งน่าจะดีกว่ามั้ง


หลังจากเริ่มค้นดูแถวๆนี้ซักพัก สิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะกินได้ก็มีแค่เมล็ดอะไรสักอย่างที่ตกอยู่บนพื้น ดูแล้วมันไม่น่าจะต่างจากพวกเมล็ดทานตะวันที่เป็นขนมกินเล่นเท่าไหร่ กับอีกอย่างคือดอกไม้ดอกเล็กๆที่ขึ้นอยู่ตามใต้ต้นไม้ ถึงจะดูน้อยเกินกว่าปริมาณอาหารที่น้ำตาลกินจริงๆในชีวิตประจำวัน แต่ก็น่าจะช่วยประทังอาการหิวจนปวดท้องที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย


เห… อร่อยเหมือนกันนี่นา?


เด็กสาวคิดในใจระหว่างเคี้ยวกลีบดอกไม้อย่างตั้งใจเพื่อเก็บรสชาติสิ่งที่ตัวเองเพิ่งเคยกินให้ได้มากที่สุด ทั้งที่ตอนเก็บมาก็รู้สึกว่ามันมีเยอะพอสมควร แต่รู้ตัวอีกที อาหารในมือก็หมดเกลี้ยงซะแล้ว


“ว่าแล้วว่าต้องไม่อิ่ม แม้แต่ในฝันยังกินจุอีกเหรอเนี่ย..”


ปากบ่นกระปอดกระแปดขณะค่อยๆเดินตามทางเข้าไปในป่าตรงหน้าเรื่อยๆ เผื่อจะโชคดีเจอของกินที่ทำให้อิ่มท้องได้มากกว่านี้ แต่ยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่ น้ำตาลก็มัวแต่ตื่นตาตื่นใจกับวิวทัศน์รอบข้างจนลืมเรื่องของกินไปซะสนิท


ยังกับฉากในเกม RPG แน่ะ!!!!


ในป่านี้มีแต่ต้นไม้สูงรอบล้อมตัวเธอเต็มไปหมด หันซ้ายก็เจอลำธารเล็กๆ หันขวาก็เจอกลุ่มดอกไม้กับเห็ดสีประหลาดๆขึ้นอยู่ตามพื้น ทั้งหมดมันดูเหมือนป่าในจินตนาการจนเด็กที่ชอบร้องไห้เพราะเรื่องที่ทำให้รู้สึกดีอย่างน้ำตาลถึงกับน้ำตาคลอเบ้าหน่อยๆ แต่พอตั้งสติได้เจ้าตัวก็รีบยกมือขึ้นมาหยิกแก้มตัวเองให้หยุดเพ้อเจ้อ


“โอ๊ย ใจเย็นสิน้องน้ำตาล แค่ป่าสวยๆเองนะเว้ย ฮื่อ…..”


และแล้วคำว่า ‘น้องน้ำตาล’ ก็หลุดออกมาอีกครั้ง ถึงจะเอ่ยปากห้ามให้ตัวเองหยุด แต่น้ำตาลกลับนั่งยองๆลงไปจ้องกลุ่มดอกไม้บนพื้นนั่นอยู่ซักพัก จะเด็ดมาเก็บไว้ก็กลัวมันจะมีพิษ ทำไมถึงได้ปอดแหกอะไรมากมายแม้กระทั่งในฝันก็ไม่รู้ สุดท้ายเธอเลยทำได้แค่จ้องเก็บภาพดอกไม้นั่นไว้ให้ขึ้นใจแล้วลุกขึ้นเดินทางต่อ


...เอ๊ะ นั่นใช่คนรึเปล่านะ?


พอเดินไปสักพักน้ำตาลก็สังเกตุเห็นร่างเล็กๆเดินอยู่ห่างจากเธอไม่ห่างมากนัก ตอนแรกน้ำตาลแอบคิดในใจว่าจะเป็นเด็กหลงทางมารึเปล่า เพราะดูจากขนาดตัวแล้วคนๆนั้นดูตัวเล็กกว่าเธอมาก แต่พอเริ่มเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น ก็มองเห็นหน้าของคนๆนั้นลางๆว่าไม่ใช่เด็กน้อยอย่างที่เธอคิด


คนแคระ? คนแคระแน่ๆเลย ในโลกแบบนี้ก็ต้องมีคนแคระอยู่แล้วแหละเนอะ!


ทำยังไงดี? จะเข้าไปทักได้มั้ยนะ?


อะ เดี๋ยว ถ้าเข้าไปทัก จะทักว่าอะไรล่ะ?


…นั่นสินะ ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น สามภาษาที่มีติดตัว จะใช้ได้ซักอันมั้ยล่ะเนี่ย


เอาหน่า! ปกติในฝัน ทำอะไรมั่วๆไปเดี๋ยวก็เอาตัวรอดได้เองแหละ!!


ลุยเลยน้ำตาล!!!


พอคิดให้กำลังใจตัวเองไปแบบนั้น น้ำตาลก็มีแรงใจวิ่งเข้าไปทักร่างที่อยู่ไม่ไกลนักทันที พอเข้าไปประชิดร่างก็เอื้อมมือไปสะกิดเป้ของคนแคระพร้อมเอ่ยเรียก


“ข..ขอโทษนะคะ….. เอ้ย!!”


เสียงสบถท้ายประโยคไม่ใช่สิ่งที่เธอตั้งใจจะพูดออกไป แต่พอเห็นตัวเองพูดภาษาที่ไม่รู้จักมาก่อนได้ ก็ดันตกใจจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ซะอย่างนั้น


เมื่อโดนเรียก เจ้าของร่างเล็กนั้นก็หันกลับมามองน้ำตาลด้วยสายตาระแวดระวังอย่างไม่ละสายตา พอโดนจ้องอย่างนั้นน้ำตาลถึงกับผงะไปนิดหน่อย


….น นี่เราทักทายเขาแรงไปสินะ


ไม่เป็นไร ใจเย็นๆ แก้ตัวใหม่ตอนนี้ล่ะ!


“ค คือว่า… ฉันหลงทางน่ะค่ะ กำลังพยายามหาทางออกจากที่นี่อยู่ พอจะทราบมั้ยคะ ว่าเมืองที่ใกล้ที่สุดต้องเดินไปทางไหน”


เธอแอบเห็นหญิงสาวตรงหน้าทำสีหน้าระอาใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับสั้นๆ


“ตามมาสิ”


พอจบประโยคร่างเล็กก็เดินนำไปอย่างไม่คิดรอคำตอบของเด็กสาวก่อนเลยแม้แต่น้อย ทำให้น้ำตาลที่ยังคงมึนงงกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ต้องรีบวิ่งตามไปให้ทัน


ตอนแรกนึกว่าเป็นผู้ชายซะอีก ที่ไหนได้ ผู้หญิงผมสั้นนี่นา… น่ากลัวจังนะ นึกว่าพวกคนแคระจะเป็นมิตรซะอีก


แต่ก็นะ นิสัยคนเรามันไม่ได้เหมือนกันไปหมดนี่นา?


ระหว่างคิดอะไรเพลินๆ ก็มีเสียงติติงดังขึ้นมาจากด้านหน้า


“เจ้านี่โง่จริงๆ อยู่ใกล้เมืองหลวงขนาดนี้ ดันมาหลงทางได้”


อะ..


ชิบหาย


ในโลกแบบนี้ ต้องเรียกแทนกันว่า ‘ข้า’ กับ ‘เจ้า’ อะไรแบบนี้สินะ


ลืมไปสนิทเลย เมื่อกี้จะโดนมองว่าเป็นคนพูดอะไรแปลกๆไปรึเปล่าเนี่ย


แต่ไอ้ข้าๆเจ้าๆเนี่ย มันเบียวสุดๆเลยนะ ฮือ


ไม่พูดก็คงไม่ได้อีก ดูกลายเป็นคนหลงยุคแน่ๆ เอาวะ ข้าก็ข้า….


“ข ข้าชอบหลงลืมทิศทางบ่อยๆน่ะ เป็นอย่างนี้ประจำเลย แฮะๆ….”


พูดไปจนได้….


คนแคระสาวไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่เดินนำทางมาเงียบๆ น้ำตาลเลยได้แต่คิดอะไรในหัวเพลินๆเล่นฆ่าเวลาระหว่างเดินทาง


อืม.. ถ้าเทียบกับคนแคระนี่ ถึงเราจะตัวใหญ่กว่า แต่ก็เดินช้ากว่าเยอะเลยแฮะ แถมนึกไปนึกมาท่าเดินก็ตลกอีกด้วย คล้ายๆกับเดินกระโดดอยู่ตลอดเวลาเลย… พวกเซนทอร์ที่เขาเดินแบบนี้กันหมดรึเปล่านะ?


เอ๊ะ ไม่ใช่เซนทอร์สิ ก็บอกว่าเซนทอร์มันต้องข้างล่างเป็นม้าไง หัดจำซะบ้างสิน้ำตาล ฮือ


เดี๋ยวไว้ค่อยไปหาคำตอบทีหลังละกันนะ ว่าไอ้ครึ่งคนครึ่งแกะเนี่ย มันเรียกว่าอะไรกันแน่


เอ้อ! ว่าไป ในโลกแบบนี้ถ้าบอกเขาว่าชื่อน้ำตาล ก็คงตลกพิลึก.. ลองคิดชื่อให้ตัวเองเล่นๆดูกว่า


ถ้าลองดัดแปลงจากชื่อจริง อริสา…. อลิส? ไม่เอาดีกว่า โหลไป


….แอริส?


แอริสนี่เข้าท่าอะ! คล้ายๆกับชื่อตัวละครในเกมที่ชอบด้วย ชื่อนี้ก็ดีเหมือนกันเนอะ!


เอาล่ะ ถ้าเขาถามชื่อห้ามตอบว่าน้ำตาล ต้องตอบว่าแอริส!


…...ว่าแต่ คนที่นำทางเรา เขาก็หลงทางเหมือนกันรึเปล่าเนี่ย?


น้ำตาลหยุดชะงักเมื่อเห็นคนแคระสาวพาเธอมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผาสูง ข้างล่างเป็นยังไงก็ไม่รู้เพราะน้ำตาลไม่คิดจะชะเง้อออกไปมอง ก็กลัวความสูงซะขนาดนี้ จะไปดูให้ตัวเองกลัวเล่นทำไมล่ะ!


“อ..เอ๋ หรือว่าจะมาผิดทา---”


ยังถามไม่ทันจบคำ จู่ๆหญิงสาวข้างๆเธอ ก็กระโดดลงจากหน้าผานั้นไปซะเฉยๆ!!!!


ชิบ..


ไอ้เ*ย


ทำไมเขาโดดลงไปวะ!!!?????


น้ำตาลได้แต่ยืนอึ้งอ้าปากหวออยู่คนเดียว นอกจากเธอจะกลัวความสูงเอามากๆ เธอยังกลัวการที่ต้องเห็นคนอื่นเป็นอะไรไปต่อหน้าต่อตาอีกด้วย พอมาเจอสถานการณ์แบบนี้เข้ากับตัว ถึงจะฝันก็ฝันเถอะ ยังไงก็ทำอะไรไม่ถูกอยู่ดีนั่นแหละ!!


วิ่ง วิ่งหนีไปเลยดีมั้ย!!? แต่ถ้าไม่มีผู้หญิงคนเมื่อกี้ ใครจะพาเราไปเมืองได้ล่ะ!!????


โอ๊ยยย ทำไงดีวะเนี่ยยยยยยย


หลังจากยืนสติแตกซักพัก น้ำตาลก็ตัดสินใจตะโกนขอความช่วยเหลือ ถึงจะคิดว่าในที่แบบนี้คงไม่มีใครอยู่ แต่ก็ดีกว่ายืนโง่ทำอะไรไม่เป็นแบบที่ทำอยู่ตอนนี้


“ช่วยด้วย!!”


“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย!!!!”


“ฮือ ไม่มีใครเลยอะ โอ๊ยยย ใครก็ได้ช่วยด้วยค่าาาาาาาา”


ถึงจะตะโกนซ้ำๆอีกซักกี่ครั้ง แต่เสียงตอบรับอย่างเดียวที่มีคือเสียงสะท้อนของตัวเอง ซักพักน้ำตาลจึงยอมหยุดเพราะรู้สึกว่าที่ตัวเองทำอยู่นั้นเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี


“อะไร?! อะไร?! เมื่อสักครู่ใช่เจ้าร้องตะโกนหรือไม่?!”


“เมื่อสักครู่ข้าได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือ เป็นเจ้างั้นหรือ?”


ระหว่างที่เด็กสาวกำลังยืนสิ้นหวังอยู่ริมหน้าผา จู่ๆก็มีเสียงจากด้านหลังดังขึ้นมา ทั้งสองเสียงแย่งกันพูดจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่แค่นี้ก็ทำให้น้ำตาลโล่งใจขึ้นมาก อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว


เอาล่ะ เหลือแค่สื่อสารกับพวกเขาให้รู้เรื่อง


น้ำตาลสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกสติตัวเอง ก่อนจะค่อยๆพูดช้าๆ พยายามไม่ลนลานจนเกินไป


"เมื่อกี้ข้าขอให้คนแคระนางหนึ่งนำทางไปเมืองหลวง แต่พอมาถึงตรงนี้ จู่ๆนางก็กระโดดลงไปในเหวนั่นซะเฉยๆ นางจะเป็นอะไรมั้ย........ โง่จริงๆ ถามอะไรโง่ๆนะเรา เหวลึกขนาดนั้น.... อ๋าาาาา"


แม้ประโยคแรกๆจะพอฟังรู้เรื่องอยู่บ้าง แต่พูดไปนานๆเข้า แต่สุดท้ายเธอก็เริ่มกลับมาพึมพำกับตัวเองอย่างลนลานอีกครั้ง


พอตั้งสติได้อีกรอบ น้ำตาลจึงหันไปมองกลุ่มคนที่วิ่งเข้ามาหาเธอเมื่อกี้ พวกเขาเป็นคนแคระสองคน ที่หน้าเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก ...ฝาแฝด?


คู่ฝาแฝดคนแคระหัวเราะพร้อมกันด้วยท่าทางที่ดูเหมือนกันไม่มีผิด


“ฮ่าฮ่าฮ่า.. ที่แท้ ฮ่าฮ่า.. ก็เป็นเรื่องนั้น.. ฮ่าฮ่าฮ่า!!”   


“ฮ่าๆๆ โธ่เอ๊ย! เจ้าทำพวกข้าใจหายใจคว่ำหมด! ฮิฮิ ”


ทั้งสองคนต่างยกมือขึ้นมากุมท้องบ้าง ปาดน้ำตาบ้าง จนน้ำตาลอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองถามอะไรตลกขนาดนั้นเลยรึไง นี่คนตกหน้าผาไปทั้งคนเลยนะ!?


“ไม่แปลก ฮี่ๆ.. พวกข้าขอโทษ เจ้าเป็นวิธานนี่นา..เรื่องนี้ก็คงไม่น่าจะรู้”


“เอาสิ เดี๋ยวพวกข้าจะแสดงให้ดู!”


ฝาแฝดคนแคระมองตากันระหว่างที่เด็กสาวกำลังงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้


แสดง…? แสดงอะไรล่ะ?


ว่าแต่ในที่สุดก็ได้รู้สักที ครึ่งคนครึ่งแกะเรียกว่าวิธานสินะ


….ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้ที่ไหนเล่า


“พวกท่านว่ายังไงน----- กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”


ยังถามไม่ทันจบ จู่ๆฝาแฝดสองคนนั้นก็ขี่หมูป่าเข้ามาคว้าแขนเธอไว้คนละข้าง และพาโดดลงไปในเหวนั้น!!!


น่ากลัว

 
 
 

หัวใจจะวายแล้ว

 
 
 

ไม่เอา

 
 
 
 

ตื่นสิ

 
 
 
 

ตื่น

 
 
 

ตื่นเร็ว

 
 
 

ปกติเวลาคิดอย่างนี้จะต้องสะดุ้งตื่นแล้วสิ

 
 
 

ทำไมไม่ยอมตื่น……..


………………


………..


…..


..

 
 


“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าคิดเหมือนกับข้าเลย!”

“เจ้าแกล้ง...ไปแล้ว! นางสลบ..”


_______________________________________________________
 
 
ยาวลากเลือดอีกแล้ว ขอโทษค่า o<-< พยายามจะไม่เขียนยืดเยื้อแล้วแต่เรื่องมันยาว+เราเพลิน(..)
 
คือมันยาวเพราะน้ำตาลพูด/คิดคนเดียวเยอะเนี่ยแหละ คนอะไรความคิดล้นหัวตลอด เหนื่อย55555
 
กว่าจะปั่นออกมาเสร็จ ดองไปหลายรอบ โฮ ถ้ามีคนอ่านจบจะดีใจมากเลยค่ะ U v U

Comment

Comment:

Tweet

450 คะแนน!
กรุณาทำแบบทดสอบหลังจบแชปเตอร์เพื่อการเก็บข้อมูล
http://goo.gl/forms/2TmqGuBNIX

#7 By Exteen Intersomnia on 2015-07-10 14:48

ฮาร์ดคอมมากค่ะ มีเมืองหลวงอยู่ใต้ผาก็โดดลงไปอย่างไม่คิดชีวิต(?)เลยดีเดียว sad smile //แต่เอ๊ะแบบนี้แปลว่าจริงๆต้องมีมาตรการรับรองความปลอดภัยอยู่สินะ?? embarrassed
ส่วนพี่น้องคนแคระนั่นก็ด้วย ขี่หมูวิ่งมาคว้าเลยเรอะะะะ  โหดไปแล้ววววววว ไม่สลบสิแปลกกกก

#6 By LazyRabbit on 2015-06-27 15:05

น้องน้ำตาลพูดมากจังวะ55555555555 /โดนตบ
เราอ่านจบนะ เฮๆๆๆๆ
ทำไมชีวิตเะอดูโอเควะะ /มองรูทฉันที่โดนปล้น

#5 By MintieZ commu on 2015-06-27 10:55

น....น่ารัก รู้สึกว่าน้องน้ำตาลน่ารักมาก ฮืออออ
โดนหนุ่มในโลกคู่ขนานแกล้งด้วย 5555
แต่นี่ก็แปลว่าเข้าเมืองหลวงได้แล้วสิคะ 55555
ชีวิตน้องน้ำตามุ้งมิ้งมาก ของที่เจอก็มุ้งมิ้ง ฮือ ตลก555555

#3 By 「Yuyu」 on 2015-06-27 02:33

เราอ่านจบ เราอ่านจบ /โดดๆ
น้องน้ำตาลน่ารักแงงงงงง มุ้งมิ้งมากๆ คนแคระก็น่ารักแง
ข้างล่างนั่นเป็นเมืองรึเปล่านะ /ตื่นเต้น

#2 By Noel on 2015-06-27 02:32

น้องน้ำตาลชอบพูดกับตัวเองจริงๆ..


555สลบเลย โถ่คนดี

#1 By I'm ProtozoA on 2015-06-27 02:19